ที่มาของทฤษฎีวิวัฒนาการ

มาจากการที่นักธรณีวิทยาได้ค้นพบหลังจากทำการตรวจสอบชั้นดิน พวกเขาได้พบว่าซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นต่ำจะอยู่ในชั้นดินที่ต่ำสุดและชั้นดิน ต่อๆมาก็เป็นซากฟอสซิลของสัตว์ชั้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับจนถึงซากฟอสซิ ลของมนุษย์ ต่อมามีพวกนักปรัชญากลุ่มหนึ่งพยายามที่จะอธิบายการค้นพบนี้ตามจินตนาการของ พวกเขาว่า โลกเราใบนี้เริ่มต้นจากเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆและค่อยๆวิวัฒนาการออกมาเป็น สิ่งมีชีวิตต่างๆที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย และเซลล์เหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของมนุษย์เรานั่นเอง(เวลานั้นในแวดวงวิทยา ศาสตร์มีการค้นพบว่า มีเซลล์เล็กอยู่ในชีวิตทุกชีวิตในโลก

นี่เป็นสิ่งหนึ่งในการค้นพบของวิทยาศาสตร์ที่พวกนักปรัชญากลุ่มนี้ยกมาอ้าง เพื่อสนับสนุนในทฤษฎีของเขา) แต่เมื่อพวกเขาได้นำเสนอความคิดของพวกเขาออกมาสู่สังคม ก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มศาสนาอย่างรุนแรง และเพราะเหตุที่พวกเขาขาดคำอธิบายที่ชัดเจนในความคิดของเขาจึงทำให้ไม่เป็น ที่ยอมรับ และเงียบหายไปในที่สุด

จนถึงกลางยุคศตวรรษที่ 18 เวลานั้นศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคได้นำศาสนาคริสต์เข้าสู่ยุคมืดสุดๆ เรื่องนี้จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต่อต้านศาสนา ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อ ชาร์ล ดาร์วิน(คศ 1809-1882)เขาได้สนใจในทางชีวภาคของสิ่งมีชีวิต และเห็นว่าความคิดในเรื่องเซลล์ที่มีชีวิตเล็กๆนั้นเป็นแหล่งที่มาของชีวิต ทุกชีวิตในโลกเป็นสิ่งที่จริงในวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้นมันน่าจะเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกมาจากการวิวัฒนาการ ของเซล์ลเล็กๆเหล่านี้

ดังนั้นเขาจึงพยายามหาข้อมูลและสิ่งที่ปรากฏในธรรมชาติเพื่อมาสนับสนุนทฤษฎี ความเชื่อของเขา แท้จริงแล้วคำอธิบายของเขาไม่ใช่มีเหตุผลหรือมีน้ำหนักมากเลย แต่เพราะความที่สังคมในยุคนั้นเบื่อหน่าย และมีอคติต่อแวดวงศาสนา จึงทำให้ทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาแพร่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว และหนังสือของเขาที่ชื่อว่า THE ORIGIN OF SPECIES ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง

ในหนังสือเล่มนี้ของเขาได้อธิบายถึงความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ของเซลล์ ที่มีศักยภาพในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่สูงมาก และเมื่อมันอยู่ในสภาพแวดล้อมใดๆมันก็จะปรับตัวในการสร้างรูปร่างของมันให้ เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆเพื่อให้ชีวิตของมันสามารถดำรงอยู่ได้โดยใช้ระยะ เวลา และ ความบังเอิญในการสร้างรูปร่างของมัน(รายละเอียดเราคงไม่สามารถที่จะอธิบาย ได้ในหนังสือเล่มเล็กๆนี้) ซึ่งมนุษย์เราก็มาจากสายพันธุ์ของลิงเอป(ape)โดยการใช้ระยะเวลาหลายล้านปีใน การปรับสภาพรูปร่างจนเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมนุษย์ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิวัฒนาการไปเรื่อยๆไม่ได้หยุด

ดังนั้นในอนาคตอีกหลายล้านปีข้างหน้า มนุษย์อาจจะมีหัวโตขึ้นเพราะใช้สมองมาก และนิ้วมืออาจจะหดหายเพราะใช้แต่นิ้วชี้ ร่างกายภายในอาจจะมีการปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้จะมีอ๊อกซิเจน ไม่ถึง 21 % ในอากาศก็ตาม และถ้ามีคนถาม ชาร์ล ดาร์วินว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายพันธุ์ อะไรเป็นตัวคัดเลือกว่าเซลล์นี้ควรจะเป็นปลาวาฬ เซลล์นี้ควรจะเป็นผีเสื้อ เซลล์นี้ควรจะเป็นแรด เซลล์นี้ควรจะเป็นคนฯลฯ ชาร์ล ดาร์วินก็จะตอบว่า ไม่มีใครเป็นผู้ออกแบบและคัดเลือกกำหนดรูปร่างของพวกมัน ขบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติในการมีชีวิตของมันเองที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต พันธุ์ต่างๆขึ้น

ถ้าเราจะสรุปความคิดในเรื่องนี้ของ ดาร์วิน เราสามารถสรุปได้ 3 ประการใหญ่ดังนี้

1.การที่เกิดสิ่งมีชีวิตพันธุ์ต่างๆในโลกก็เพราะการที่ชีวิตปรับตัวตาม สภาพแวดล้อมเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย เช่นการปรับสีผิวของกิ้งก่าเพื่ออำพรางศัตรู และหาเหยื่อ หรือสิ่งมีชีวิตในทะเลทรายบางตัวที่หากินตอนกลางคืนไม่มีดวงตา เพราะมันต้องฝังตัวในดินทรายในเวลากลางวัน แม้มันจะไม่มีดวงตา แต่หูและจมูกของมันจะดีเป็นพิเศษ เป็นต้น(ซึ่งพวกมันใช้ระยะเวลาหลายล้านปีในการวิวัฒนาการจนเป็นสภาพที่มัน เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้)

2.มาจากการผสมพันธุ์แบบข้ามพันธุ์ เช่น ม้าผสมฬา ออกมาเป็น ล่อ

3.มาจากการบังเอิญของการผิดปกติทางพันธุกรรม 

แต่คำอธิบายของดาร์วินข้างต้นเชื่อถือได้หรือแท้จริงแล้วขอเพียงแต่คนคนหนึ่งนั่นลงคิดก็ไม่ยากที่จะรู้ว่า คำอธิบายของดาร์วินเช่นนี้มีน้ำหนักน้อยมาก และก็ง่ายต่อการโต้แย้ง

1.ถ้า มาจากการปรับสภาพตามสภาพแวดล้อมเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำไมสิ่งมีชีวิตทุกอย่างไม่วิวัฒนาการให้มีปีกเหมือนกันหมด เพราะการมีปีกจะทำให้พ้นอันตรายได้ดีกว่า หรือ มนุษย์ทำไมไม่วิวัฒนาการให้มีตาอยู่ด้านหลังด้วยเพื่อเวลาคนมาตีหัวเราข้าง หลังจะได้รู้ตัว ทำไมสัตว์บางตัวเช่น มด ไม่มีการวิวัฒนาการเลย

และอีกอย่างที่เป็นคำถามที่ข้องใจของนักชีววิทยาว่า ทำไมต้นไม้ไม่มีการวิวัฒนาการเลย นักพฤษศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ ดร. วิลลิทกล่าวว่า "ทฤษฎีวิวัฒนาการใช้ไม่ได้กับพืชเลย เมื่อสัตว์มันรู้ว่าสภาพแวดล้อมนี้อยู่ไม่ได้ มันมีขาที่จะหนีจากสภาพแวดล้อมนั้นๆ แต่พืชถ้าไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดดมันก็ยังอยู่ตรงนั้นและตายไปในที่สุด

นั่นแสดงให้เห็นว่าทฤษีวิวัฒนาการนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพืชเลย"(บาง คนอาจจะโต้แย้งว่า พืชก็มีการวิวัฒนาการเหมือนกัน เช่น ต้นตะบองเพชรในทะเลทราย เมื่อมันเดินหนีไม่ได้ มันจึงปรับตัวของมันจากใบไม้อ่อนเป็นหนามแหลม เพื่อไม่ต้องคายน้ำ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทรายได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมเราไม่เห็นใบของต้นตะบองเพชรที่มีส่วนผสมระหว่างใบอ่อนกับหนามบ้างเลย นั่นแสดงว่า แต่ไหนแต่ไรมันก็มีลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว

การที่พวกวิวัฒนาการพูดเช่นนี้ เป็นเพียงการจินตนาการตามความคิดของเขาเท่านั้นเอง(ซึ่งพวกเราคริสเตียนทราบ ดีว่า แท้จริงเป็นพระเจ้าที่ได้ออกแบบมันให้เหมาะสมกับสภาพภูมิกากาศเช่นนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ไม่เพียงแต่ต้นตะบองเพชรเท่านั้น แม้แต่พืชต่างๆ หรือ สัตว์ต่างๆ พระเจ้าก็ทรงสร้างพวกมันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มัน อยู่ทั้งสิ้น)

2.ถ้าว่ามาจากการผสมข้ามพันธุ์จึงเกิดพันธุ์ใหม่ขึ้น ดูเหมือนว่าเป็นอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงแล้ว ม้าผสมลาออกมาเป็นฬ่อหรืออย่างอื่นผสมกันออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้น มันก็ยังเป็นพันธุ์คล้ายๆกัน มันไม่สามารถ "ผ่าเหล่า"ได้เลย เช่นม้าผสมลาออกมาเป็นเสือ หรือ หมา แต่ออกมาเป็นฬ่อซึ่งเป็นสัตว์ที่ยังเป็นสัต ว์ในสายพันธุ์เดียวกันกับมันอยู่ดี

3.ถ้าว่ามาจากการบังเอิญของการผิดปกติทางพันธุกรรมยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะวงการแพทย์เองก็รู้ดีว่า การผิดปกติทางพันธุกรรมจะก่อให้เกิดผลในแง่ลบมากกว่าผลในแง่บวกมากนัก เช่น ถ้าภายในร่างกายเกิดผิดปกติ ก็คือ มะเร็ง หรือเด็กเกิดมาหัวโตผิดปกติ สมองใหญ่กว่าปกติ เด็กที่เกิดมามี11 นิ้ว เด็กที่เกิดมามีขนเต็มตัว หรือเด็กที่เกิดมามี2เพศ(กะเทยแท้) ซึ่งจะไม่ใช่รูปร่างที่สวยงามเลย แต่เมื่อเราดูสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลก เราจะเห็นว่ามันมีรูปร่างที่สวยงามและสมส่วน ถ้าจะอธิบายว่าเกิดจากการออกแบบของผู้ออกแบบชั้นเยี่ยมก็ง่ายในการเชื่อ มากกว่าที่จะอธิบายว่ามาจากการบังเอิญ เพราะการบังเอิญสร้างสรรสิ่งที่สวยไม่ได้ นอกจากการทำลาย เช่น ฉันบังเอิญทำแก้วน้ำหล่นแตก และเมื่อมันลงบนพื้น เศษแก้วก็บังเอิญประกอบเป็นภาพของโมนาลิซ่า คุณเชื่อไหม?...No way! ถึงแม้มันจะตกลงไปล้านครั้งก็บังเอิญเกิดภาพสวยไม่ได้หรอกนอกจาก..ความ เละเทะ

จากเหตุผลข้างต้นเราจะเห็นว่า การอธิบายของดาร์วินนั้นมีน้ำหนักน้อยมาก แม้แต่ตัวของ ดาร์วินเองก็ทราบดี เขาได้พูดไว้ก่อนตายว่า ทฤษฎีของเขานั้นมีน้ำหนักน้อยมาก เพราะขาดข้อมูล 2 ประการนี้ ซึ่งเขาได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีผู้หาข้อมูลนี้พบ คือ Missing link(ซากฟอสซิลของสัตว์ที่กำลังกลายพันธุ์ - เช่น ถ้ามนุษย์มาจากลิงจริง เราก็น่าจะค้นพบซากของลิงในขณะที่อยู่ในกึ่งระหว่างกลางที่กำลังวิวัฒนาการ เป็นคน(คนผสมลิง) แต่จนถึงปัจจุบันโลกนี้ถูกพลิกแผ่นดิน และมีมนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆทุกมุมของโลก ก็ยังไม่สามารถค้นพบ Missing link ได้เลย)

และอีกข้อมูลหนึ่งก็คือ การทำงานของระบบต่างๆในตัวของมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบทางเดินของเลือด และการทำงานของ ดี เอ็น เอ ว่าแตกต่างหรือเหมือนกันเพียงไร ดาร์วินกล่าวว่า "ถ้าในอนาคตมีใครสามารถที่จะอธิบายได้ว่า ระบบการทำงานภายในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ เขาคนนั้นก็จะสามารถที่จะลบล้างคำอธิบายเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการของข้าพเจ้า ได้เลย"

และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า Darwin Black Box : The Biochemical to Evolution เขียนโดย Michael j.Behe นักชีววิทยาชาวอเมริกา ได้เขย่าวงการทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างรุนแรง โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการทำงานของระบบภายในของมนุษย์และสัตว์นั้นแตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง และเมื่อบรรดานักชีววิทยาทำการตรวจสอบข้อมูลที่เขานำเสนอ ก็เห็นว่าเป็นจริง ดังนั้นในปัจจุบันนี้แนวโน้มของคนตะวันตกค่อยๆเลิกที่จะค้นหาข้อมูลที่จะ มาสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการอีกต่อไปแล้ว

แต่พวกเขากำลังหาที่มาของมนุษย์จากที่อื่นแทน นั่นคือ จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง พวกเขาพยายามหาสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น และตั้งสมุติฐานว่าพวกมนุษย์ต่างดาว อาจจะเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ก็ได้

สำหรับพวกเราที่เป็นคริสเตียน เราเห็นว่านี่เป็นลักษณะหรือปรากฏการณ์ของความบาปของมนุษย์ที่ไม่ยอมรับการ ทรงสร้างของพระเจ้า เพราะเขาคิดว่าถ้าพวกเขาเชื่อว่ามีพระเจ้าจะเป็นอันตรายต่อความประพฤติของ เขา เพราะพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง แต่การที่พวกเขาไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าทำให้พระเจ้าไม่มีอยู่จริงได้หรือ? ไม่มีทาง.....

ถึงแม้พวกเขาจะไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พระเจ้าก็ยังมีอยู่จริง และเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาจริง ความไม่เชื่อของเขาไม่สามารถลบล้างความจริงได้เลย เหมือนกับถ้าเราไม่เชื่อว่าโลกนี้กำลังหมุนอยู่ ความไม่เชื่อของเราไม่ใช่มาลบล้างความจริงที่โลกกำลังหมุนอยู่ได้เลย ความจริงก็คือความจริงอยู่ดี เรื่องราวที่ผมจะอธิบายในบทต่อไปนี้คือความจริงที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ซึ่งเป็นความจริงที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ถึงแม้เมื่อเขาอ่านแล้วจะไม่เชื่อ เขาก็จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า "ตัวของเขาไม่ค่อยมีเหตุผล" และ"กำลังเถียงเพื่อเอาชนะ" แต่อย่างไรก็ตามความไม่เชื่อของเขา ก็ไม่สามารถลบล้างความจริงของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผยผ่านทางพระคริสต์ธรรม คัมภีร์ได้เลย

รายการวิทยุคริสเตียน

สำหรับสมาชิก

We have 14 guests and no members online