คนมาจากลิงจริงหรือ?

แรกเริ่มเดิมทีเดียว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าคนมาจากลิง หรือวิวัฒนาการมาจากสัตว์ชั้นต่ำที่ค่อยๆกลายมาเป็นสัตว์ชั้นสูง แต่มนุษย์แรกเริ่มเดิมทีนั้นเชื่อว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา จนมาถึงสมัยยุคที่ศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิคเข้าสุ่ยุคมืดของศาสนา(ศตวรรษ ที่16ตอนต้นจนถึงศตวรรษที่19) คือถือว่าคำพูดของสันตะปาปาเป็นใหญ่และเปรียบเสมือนคำพูดของพระเจ้า เวลานั้นสันตะปาปาได้ตั้งหลักข้อเชื่อหลายอย่างที่ขัดแย้งกับการค้นพบทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งแทนที่สันตะปาปาจะตรวจสอบจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ว่าจริงตามที่นักวิทยา ศาสตร์ค้นพบหรือไม่ แต่เขากลับยึดความคิดของเขาแบบยืนกราน จึงเกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรง

และเหตุการณ์หนึ่งที่คนทั่วโลกรู้ดีก็คือ การที่กาลิเลโอถูกขู่ว่าจะตัดสินประหารชีวิตเพราะไปโต้แย้งกับคำพูดที่สันตะปาปากล่าวว่า "โลกแบน" นับตั้งแต่นั้นในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาของโลกเริ่มที่จะเอือมระอา มีอคติและเบื่อหน่ายกับศาสนาคริสต์ จึงเริ่มที่จะคิดที่มาของมนุษย์ที่แตกต่างจากพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ของศาสนา คริสต์ เพราะพวกเขาคิดว่า พระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือไร้สาระ ไม่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะจริงๆแล้วพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่สอดคล้องกับการค้นพบที่ สามารถสรุปได้เป็นจริงของวิทยาศาสตร์ทุกอย่าง เมื่อคนคนหนึ่งอ้างว่าพระคริสต์ธรรมคัมภีร์นั้นขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ นั่นเป็นเพราะ 3 เหตุผลนี้

1.ความรู้ของมนุษย์ยังไปไม่ถึง

นี่พูดในแง่ของความมหัศจรรย์ของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์อ้างว่าขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แท้จริงแล้วไม่ได้ขัดเลย แต่เพราะความรู้ของมนุษย์เรานั้นยังไปไม่ถึง เราจึงดูเหมือนว่าขัดกับหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แต่ขัดกับความเข้าใจของเราที่ เป็นมนุษย์ที่มีขีดจำกัดต่างหาก

ถ้าคุณมีเครื่องไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปยุค 2,500 ปีที่แล้ว คุณไปบอก ขงจื้อ ที่กำลังลอกตำราทีละเล่มๆ ว่า ต่อไปเราจะพิมพ์ได้วันละ 10 ล้านฉบับ ขงจื้อจะว่าอย่างไร?...เป็นไปไม่ได้แน่นอน และถ้าคุณไปบอก จิ๋นซี ฮ่องเต้ที่กำลังนั่งบนม้าในขณะเดินทางจากเมืองฉางอันไปที่เมืองหลิ่วโจว (ซึ่งมีระยะทาง 1,200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางในเวลานั้นทางม้า 10 วัน)ว่า ต่อไปเราจะมีพาหนะที่สามารถนำฮ่องเต้ไปถึงเมืองหลิ่วโจวได้ในเพียง 10 ชั่วโมง รับรองจิ๋นซีฮ่องเต้หัวเราะแน่แล้วจะพูดว่า "ข้าพเจ้าขี่ม้าเร็วขนาดนี้ ฝุ่นยังตลบไปหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นมันไม่แสบตาแย่หรือ?..เป็นไปไม่ได้หรอก..." สิ่งที่ขงจื้อกับจิ๋นซีฮ่องเต้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ เวลานี้เป็นไปได้หรือยัง?.....อัศจรรย์ไหม? ขัดกับวิทยาศาสตร์ไหม?..คุณทราบดีอยู่แล้ว

2.นักวิทยาศาสตร์พยายามข้ามเกินขอบเขตของวิทยาศาสตร์

คุณอย่าลืมว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นขอบเขตความรู้ที่ต่ำที่สุดของความ รู้ของมนุษย์ เพราะเป็นการศึกษาในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์คือวัตถุ พืช สัตว์(ขอบเขตความรู้ของมนุษย์มี 3 ประการ คือต่ำกว่ามนุษย์(ธรรมชาติ) เท่ากว่ามนุษย์(ตัวมนุษย์เอง) สูงกว่ามนุษย์(พระเจ้า) เมื่อมนุษย์จะวิเคราะห์สิ่งที่ต่ำกว่าเขานั้นง่ายมาก แต่ถ้าเขาจะศึกษาเกี่ยวกับตัวของเขาเองนั้นยากแล้ว - รายละเอียดสามารถอ่านได้ในหนังสือ "พระเจ้าองค์ไหนคือพระเจ้าเที่ยงแท้")การเรียนรู้หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะอยู่ในขอบเขตในสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์เท่านั้น ถ้านักวิทยาศาสตร์จะพยายามล้ำเกินขอบเขตของความรู้ของเขา เขาจะพบว่ามันขัดแย้งและหาตำตอบไม่ได้ เช่น ถ้าลูกคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้คุณแม่ของเขาร้องไห้ หลังจากนั้นเขารีบเอาหลอดมาดูดเอาน้ำตาหยดหนึ่งของคุณแม่ของเขาไปทดลองและ วิเคราะห์ในห้องวิทยาศาสตร์ เขาจะได้ส่วนผสมของเกลือ และน้ำ เท่านั้น แต่น้ำตาของคุณแม่ของเขามีเท่านั้นหรือ?...ไม่ใช่แน่นอน คุณทราบดีว่ามีมากกว่านั้น วิทยาศาสตร์วิเคราะห์ออกมาได้ไหม?..ไม่ได้...ไม่ได้แสดงว่าไม่มีใช่ ไหม?...ไม่ใช่....มี.....คุณเข้าใจแล้วหรือยัง?

3.เพราะตีความหมายพระคัมภีร์ผิด

เหมือนกับสันตะปาปาที่พยายามหาข้อความหรือสำนวนในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์มาสนับสนุนความคิดของเขาว่า "โลกแบน"และ ถ้าจะพูดกันแบบเปิดอกและชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงแล้ว เราจะพบว่าการอธิบายว่าที่มาของมนุษย์ว่ามาจากการวิวัฒนาการนั้นเป็นหลัก ปรัชญา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เลย แต่เพราะเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้นักปรัชญาอาศัย "วิทยาศาสตร์เป็นปลอก"มาเป็นตัวบังหลักปรัชญาของพวกเขา ในการโจมตีหลักข้อเชื่อที่ว่า คนมาจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์

รายการวิทยุคริสเตียน

สำหรับสมาชิก

We have 13 guests and no members online